ต่อไปนี้สปอยมาก ถ้ายังไม่ได้ดู ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ให้เก็บบทความนี้ไว้บนเฟสบุค แล้วค่อยกลับมาอ่านหลังจากที่ดูแล้ว หรือ bookmark ไว้ก็ได้ สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้คือความเห็นของคนที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ฟรีแลนซ์ อาจจะไม่ได้สายเดียวกับตัวละคร แต่มันก็คล้ายมาก
 
ท้าวความนิดนึง ปีที่แล้วผมทำงานเป็นช่างตัดต่อให้กับรายการที่จะฉายทางช่องลูกตา ไม่ได้ทำงานกับช่องลูกตาโดยตรง แต่ผ่านบริษัทฝรั่งขี้นก ที่รับงานมากจากบริษัทใหญ่สี่พยางค์อีกที งานฟรีแลนซ์ของผมคือรับเป็นตอนๆ ปิดเป็นตอนๆ ถ้าดูหนังมาก็คงเข้าใจ แค่เปลี่ยน medium เฉยๆ นอกนั้นคล้ายๆกัน คล้ายไปถึงไม่ได้นอนด้วย แค่มากสุดแค่ 36 ชั่วโมงยอมแพ้ละ ต่างกันที่ทำอุดอู้อยู่ในออฟฟิศคนอื่น มีแค่บางทีก็ทำอยู่บ้าน แล้วก็มีพี่วินมอไซนั่งรอก็มีเหมือนกัน(แต่ไม่ได้ใส่หมวกรอ มันร้อนนะ แล้วก็ใส่แจกเก็ตทับเสื้อวิน หล่อเนี๊ยบ) อีกอย่างที่ตรงกับชีวิตคือ บอส ที่จะเอาแต่งาน จะเอา จะเอา จะเอา ซึ่งผมคิดว่าคนที่หนังเรื่องนี้แต่งมา น่าจะเป็นคนในชีวิตจริงในวงการที่ผมอาจจะเคยเจอด้วยเหมือนกัน แต่ชีวิตจริงถ้าฟรีแลนซ์ทำไม่ไหวก็ไปจ้างคนมาช่วยหรือเปลี่ยนมือ คงไม่ดันทุรังขนาดในหนัง
 
ความคิดแรกหลังจากที่ดูเรื่องนี้จบ คือ แม่งกล้าเอามาฉายได้ยังไงวะหนังแบบนี้ อีกความคิดที่แว๊บเข้ามาคือ ผู้กำกับต้องสู้กับค่ายขนาดไหนวะเนี่ย ผู้ใหญ่ถึงจะยอมให้ทำหนังแบบนี้ออกมาได้ แต่ที่สุดๆเลยคือ ทีมโฆษณา GTH ก็กล้าดักควายคนดู กล้ามากๆ กล้าจนน่าตกใจ เพราะเล่นโปรโมทเป็น rom com หรือ romantic comedy เหมือนเรื่องอื่นๆของค่าย ที่มักจะทำได้ดีและรายได้ถล่มทลาย
 
แต่นี่มันไม่ใช่ และไม่ได้มีความโรแมนติกอะไรเลย หมอเป็นแค่ตัวละคนตัวหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ผมคิดว่าเรื่องนี้ตอนแรกไม่ได้ชื่อว่า ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ด้วยซ้ำ ชื่อภาษาอังกฤษชื่อว่า Heart Attack เดาว่าต้องการแค่ชื่อนี้ชื่อเดียว แต่เป็นการประณีประนอมของผู้กำกับเพราะค่ายอยากทำตลาดเป็น rom com แล้วก็เหมือนจะได้ผลดีด้วย ขนาดโลโก้หนังบนโบสเตอร์ หรือ typeface ต่างๆ มันยังไม่ไปโผล่ในหนังเลย หรือแม้แต่ฉากที่นั่งหลับสี่คนก็ไม่มี การแต่งสีใน trailer กับในหนังยังไม่เหมือนกันเลย ในหนังจะได้ความจริงของชีวิต มากกว่าความสดใสของโลกมายา ถ้าจะมีเหมือนกันก็คงมีแต่เพลงโฆษณาที่เปิดในเครดิต
ดูไปเหมือนหนังคนละเรื่องเดียวกัน
 
ที่แปลกใจคือ ทำไมถึงเข้าโรงเยอะจัง หรือ GMM คิดว่าคนต้องชอบแน่ๆ หลังจากที่ดูกันภายใน ถ้าคนที่ตั้งใจไปดู rom com แล้วชอบหนังแบบนี้้เยอะ ถือเป็นเรื่องดีต่อวงการหนังไทยมากๆ ที่เรียกว่ายกหนังชีวิต(drama) ที่ไม่ใช่หนังรักเศร้า ไม่ใช่ rom com ไม่ใช่หนังผี หนังบู๊ หรือแม้แต่พวกที่เรียกว่าหนังอาร์ตหรืออินดี้ เข้า mainstream เลยก็ว่าได้ ถ้าหนังเรื่องนี้ถล่มทลายรายได้ พอๆกับรถไฟฟ้าหรือพี่มาก คาดว่าคงมีหนังดีๆที่ออกนอกกล่องที่คนไทยคุ้นเคยออกมาอีกมากแน่นอน ซึ่งสองเรื่องนั้นก็ค่องข้างแหวกแนวตอนมันออกมาเหมือนกัน แต่ไม่หลุดเท่าเรื่องนี้
 
เลยฝากโปสเตอร์ไว้ โปสเตอร์ที่คิดว่าตรงกับหนังมากกว่า(สปอยไปหน่อยมั้ง)
 
 
ท้ายสุด มีทฤษฎีตอนจบ ว่าจริงๆมันเป็นชีวิตหลังความตาย เป็นสิ่งที่มันต้องการ และจินตนาการไปว่าได้ทำ เช่นเดียวกับ birdman จริงๆตายตั้งแต่หัวฟาดพื้นละ มันคงไม่มีลูกค้าบ้าคลั่งขนาดขนไอแมคไปให้ทำที่โรงบาล ถึงจะเป็นคนที่ผมกล่าวถึงไปข้างต้น ก็คงไม่บ้าขนาดนั้น กับคนที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นหรอก จริงไหม?
 
บทความที่เกี่ยวข้อง

edit @ 6 Sep 2015 17:18:41 by PinMEMO

 มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง หนึ่งคืนก่อนที่กำนันจะนัดชุมนุมใหญ่ในเช้าวันถัดมา ผมก็ได้มีโอกาสไปนั่งฟังด้วย เพราะทำงานอยู่แถวนั้น คืนนั้นกำนันมาช้ากว่าปกติ ช้าไปสามชั่วโมงเอง ผมก็นั่งรอไปเรื่อยๆ ตอนสองทุ่มผมนั่งอยู่บนพื้นใต้เต้นท์หน้าจอ ตรงที่มีบรรดาลุงๆป้าๆนอนเอกเขนกรอกำนันอยู่อย่างสบาย ว่าจะเล่น Thapster รอเสียหน่อย คงเล่นเพลงประจำวันได้สองสามเพลง เอาหูฟังยัดนั่งฟังเพลินๆ เล่นไปเล่นมา เบื่อ เลิกเล่น ตอนนี้สองทุ่มครึ่งแล้ว รู้สึกจะเป็นอาจารย์มหาลัยอะไรซักอย่างอยู่บนเวที อยู่ดีๆก็มีคนจีนเดินมา ตรงมาที่ผมเลยนะ แล้วโค้งตัวลงมา ถามผมว่า
    You Thais?
 
    พูดแบบลงท้ายเสียงสูง แสดงว่าเป็นคำถาม เอ้าถามเราเหรอ เราก็งง ห้ะ Thais คนไทยหลายคน คือไรของเอ็ง ยูไทยส์ เอ็งคนไทยเหรอ เราก็จ้องหน้าเขา คนจีนเลยถามอีก ยูไทยส์ เราก็อ๋อ กว่าจะเข้าใจถามว่าคนไทยใช่มั้ย ก็เลยพยักหน้าไป คนจีนนิรนาม ซึ่งตอนนี้ผมได้เห็นชุดที่ใส่แล้ว เสื้อยืดสีสดใสกับกางเกงขาสั้นมาดคนมาเที่ยวสุดๆ แต่ไม่ได้หลงกรุ๊ปมาแน่เพราะสะพายกระเป๋า(งง)และอายุน้อย อีกอย่างช่วงนี้ทัวร์จีนก็มาน้อยลง เลยเดาเอาว่ามาเอง หนุ่มชาวจีนเลยถามอะไรไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง ผมก็ทำหน้างงใส่ แกเลยควักไอโฟนสี่หรือสี่เอสออกมา โชว์ให้ผมดู บน เป็นภาษาจีนบรรทัดหนึ่ง แล้วก็ไทยอีกบรรทัด บนจอเขียนว่า
    เขาทำอะไร?
 
    สั้นๆแค่นั้น เลยตั้งสติ จินตนาการว่าภาษาจีนคืออะไร เราก็เลยเข้าในว่าตานี่ไม่รู้ว่าคนไทยมาทำอะไรในสวนลุมเยอะแยะ ไม่รู้ได้ไงเนี่ยเมืองไทยชุมนุมมาจะครึ่งปีแล้ว ผมก็เลย ร่ายยาวไปเลย เป็นภาษาอังกฤษ บ่นว่าอะไรยูไปอยู่ไหนมาทำไมไม่รู้เรื่องคนพวกนี้มาไล่นายกรักษาการณ์ บลาๆๆๆ พูดประมาณยี่สิบวิ คนจีนก็ทำท่ามองหน้าพยักหน้า เหมือนจะเข้าใจ แต่พอพูดเสร็จเท่านั้นแหละ แกบอกว่า I don't understand English. เอ้า!
 
    ทำยังไงล่ะ เค้าก็เลยยื่นไอโฟนมา บอกให้พิมพ์ ไอ้เราเจอคีย์บอร์ดไอโฟนแล้วก็งง เลยควัก Galaxy S3 ออกมาเปิดแข่งบ้าง พิมพ์เข้าไปเป็นภาษาอังกฤษด้วย Swiftkey เร็วสุดๆ จากนั้น เลือก Chinese simplified แล้วก็เขียนเข้าไป กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง ผมเลยเล่าไปว่ามาไล่ระบอบทักษิณ เค้าก็งง อะไรคือระบอบทักษิณ แต่พิมพ์กลับมาเป็นจีนไปไทย ซึ่งผมอ่านไม่รู้เรื่องเป็นอันมาก เค้าถามว่าทำไมไม่ใช้ ไม่ใช่คนไทยเหรอ ผมเลยบอกว่าคำศัพท์ไทยเยอะและระบบอัตโนมัติยังฉลาดไม่พอ ทำให้การแปลมาเป็นภาษาไทยเข้าใจได้ลำบาก โปรแกรมคงต้องเรียนรู้เยอะกว่านี้ เค้าเลยเปลี่ยน เอาหล่ะทีนี้ก็เกิดการ พิมพ์อังกฤษไปจีน ให้คนจีนอ่าน แล้วคนจีนก็พิมพ์ภาษาจีนแปลเป็นอังกฤษ ให้คนไทยอ่าน ก็เริ่มมีการสนทนากัน ซึ่งมันสมจริงเหมือนกับคุยจริงๆมากๆ แค่ไม่ได้ยินเสียงเฉยๆ เพราะการแสดงออกทางท่าทางมาหมดเหมือนคุยกันจริงๆ แค่ไม่ได้พูดออกเสียง ใช้ภาษาร่างกายพร้อมมือถือ ซึ่งก็แปลกดีผมไม่เคยทำแบบนี้เลย จะมีบ้างที่คุยผ่านการแปลแต่ไม่ได้ถึงลูกถึงคนต่อหน้าต่อตาขนาดนี้ เป็นประสบการณ์ที่แปลกดีครับ
 
 
    ทีนี้ก็คุยกันยืดยาวเลย จนกำนันมา ซึ่งกำนันมาห้าทุ่มกว่าๆ นับเป็นเวลาเกือบสามชั่วโมง ถามชื่อแส้อะไรเรียบร้อย ชื่อ ซื่อ(xu) มาจากเซียงไฮ ทำงานอยู่สนามบิน อายุ 25 มาคนเดียว ทำไมถึงมาคนเดียว เพราะไม่มีเมีย อีกสองวันกลับ ซื่อไม่รู้เรื่องเลยว่ามีชุมนุมครับ แถมมาไทยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว วันนี้เพิ่งเดินมาดู ผมเลยร่ายยาวความเลวของทักษิณ เค้างงมากเลย บอกว่าที่จีนไม่มีแบบนี้ เราก็ขำกัน เพราะรู้กันว่าเป็นคอมมิวนิสเผด็จการแต่เปลี่ยนขั้วอำนาจทุกสิบปี ผมเลยบอกว่ามีการโกงน้อยกว่าไทยแน่ ก็เพราะการเปลี่ยนอำนาจนี่แหละ ถ้าชุดก่อนโกงไว้ ชุดใหม่มาเจอ ชุดเก่าก็คงโดนตัดหัว ต่างกับเมืองไทยซึ่งไม่เคยเปลี่ยนขั้วอำนาจและช่วยกันโกง เมืองไทยโกงกันออกหน้าแถมรัฐมนตรียังยอมรับด้วยว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามเฉยๆ
ขณะที่รอกำนันก็คุยนั่นนี่ไปเรื่อยๆ ได้รู้มาอีกว่าเคยเป็นทหาร ผมเลยบอกเออเราเป็นนักเขียน เดี๋ยวจะเขียน หลังจากนั้นก็ขอเมวกับเฟสบุค แต่คนจีนไม่มีเฟสบุค ก็เลยได้ Wechat มาแทน ซึ่งแปลกมากผมบอกว่าขอวีแชตหน่อย เค้างงสุดๆเลย จนต้องเอารูปให้ดูว่า นี่คือวีแชต เค้าก็ ร้องอ๋อแล้วก็บอกว่าไม่รู้จักชื่ออังกฤษ แหม่
 
     สุดท้ายผมเลยลากไปดูกำนันด้วยสัมผัสความเป็นไทยแบบที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ซื่อประทับใจมาก ถ่ายรูปใหญ่เลย จากนั้นก็ร่ำลากัน
 
 
ซึ่งที่ผมเล่าไปทั้งหมด คือคนสองคนที่คุยกันไม่รู้เรื่องแต่ผ่านเทคโนโลยี ทำให้คุยกันได้
 
    อ้าวแล้วต่อไป ถ้าเราไม่ต้องพิมพ์แล้วล่ะ ถ้าเราทำแบบนี้ได้ทุกภาษาล่ะ เราจะเรียนภาษาไปทำไม ถ้าการสื่อสารของต่างภาษาไม่มีอุปสรรคขวางกั้นอยู่อีก นี่ผมพูดถึงโลกอนาคตที่แปลสดผ่านอุปกรณ์อย่างมือถือที่มีความเร็วสูง พูดไปแล้วตอบกลับมาอีกภาษาเลยทำให้ไม่ต้องมีล่าม และอาจไม่ต้องเรียนรู้ภาษาด้วย ถ้าจะเรียนตอนนั้นก็คงเป็นทางด้านการเข้าใจวัฒธรรมของชนชาตินั้นๆให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อต่อยอดในการค้าขายและดำเนินธุรกิจสานความสัมพันธ์ต่อไป
 
ถ้าไม่มีเทคโนโลยีคนแปลกหน้าสองคนที่คุยกันไม่รู้เรื่องคงไม่ได้รู้จักกัน
 
 
มันเริ่มมาจากไหนกัน ตั้งแต่ผมเกิดมาจนอายุ 20 กว่าๆ ทุกครั้งที่ทานซูชิไข่กุ้ง ก็คิดมาเสมอว่ามันเป็นไข่กุ้ง สำหรับท่านที่ไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร ให้อ่านได้ ที่นี่
 
ชีวิตทั้งหมดของผมอยู่มากับการโกหก
 
ผมเลยคิดสงสัย ใครเป็นคนแรกที่โกหก และอยากรู้ว่าต่างประเทศเข้าใจว่าเป็นไข่กุ้งเหมือนกันหรือไม่
 
ไม่ครับ ในโลกภาษาอังกฤษซูชิไข่กุ้งเรียกว่า Ebiko ซึ่งเป็นไข่ปลาไข่ ส่วน Tobiko เป็นไข่ปลาบิน และที่ญี่ปุ่นน่าจะเข้าใจเหมือนกัน
 
ไข่กุ้งไม่เคยใช้ทำซูชิเลยด้วยซ้ำ ตามที่บทความจาก Spokedark บอกมา
 
แล้วเมืองไทยมันเป็นไข่กุ้งได้ไงตอนไหน
 
รูปเมื่อหาคำว่า ไข่กุ้ง มีแต่ไข่ปลา
 
ผมเลยมาคิดย้อนกลับไป ถึงคนที่เริ่มเรียกว่าเป็นไข่กุ้งคนแรก
 
จินตนาการย้อนไป เจ็ดสิบปีที่แล้ว ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านแรกของไทย ร้านฮานายา ที่ถึงกับจดเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่น เริ่มดำเนินกิจการครั้งแรก และร้านอื่นๆที่ตามมา ถ้าจะบอกว่าไข่ปลาไข่หรือไข่ปลาบิน มันอาจไม่ดึงดูดเท่าไข่กุ้งก็เป็นได้ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองแห่งอาหาร ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกับไข่กุ้งกันหมด เวลากินกุ้งย่างแล้วดูดจวบๆ ไข่กุ้งอร่อย(ติดมัน) อาจทำให้ร้านอาหารญี่ปุ่นสมัยก่อนเรียกไข่ปลาว่าไข่กุ้งก็เป็นได้ เพื่อให้คนเข้าใจง่าย เข้าใจง่ายก็จ่ายง่าย
 
หรือง่ายกว่านั้นอีก
 
อาจมีลูกค้าอยู่รายหนึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราว สั่งก็มั่วๆพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ได้ซูชิหน้าตามีไข่สีส้มเหลืองโปะอยู่ เหมือนไข่กุ้ง แล้วก็เรียกกันว่าไข่กุ้งมาจนถึงทุกวันนี้ เพียงเพราะมันหน้าตาเหมือน
 
อ่าวแล้วประเทศอื่นทำไมไม่เรียกไข่กุ้ง
หรือว่าพวกเขาไม่กินไข่กุ้งกัน?
 

 

edit @ 23 Mar 2014 21:36:37 by PinMEMO

บอกว่าขอสงวนชื่อเพื่อความปลอดภัยแต่โชว์หน้า
คุณว่าจริงไหม?
 
ผมว่าจริงในระดับหนึ่ง แต่เป็นวงการอื่น ไม่เกี่ยวกับวงการศึกษาของเด็กด้วยซ้ำ
 
การเลียอาจารย์ทำให้เราสู้คนอื่นได้ หรือทำให้เราได้เปรียบคนอื่น เท่าที่สัมผัสระบบการศึกษามาผมว่าการเลียใช้ไม่ได้นะ จริงอยู่ที่มีการทำตัวสองมาตรฐานกับอาจารย์ แต่ก็ไม่ได้เน้นสองมาตรฐานว่าใครเลียมาก เลียน้อย จะมีแต่เด็กห้องคิง หรือเด็กเรียนเก่ง ได้รับการเอาใจใส่พิเศษ ดังเช่นที่มีการเขียนไว้ในเว็บไซต์ของมูลนิธิเด็ก เรื่องครูเลือกที่รักมักที่ชัง
“อาจจะดูเป็นละครทีวีที่มีเด็กคนหนึ่งได้รับความสนใจและเอาใจใส่จากบุคคลใกล้ชิด ในขณะที่เด็กอีกคนหนึ่งกลับได้รับในสิ่งที่ตรงกันข้าม สิ่งนี้อาจเป็นมุขธรรมดา ๆ ของละครหลังข่าว แต่เชื่อไหมว่า ในโรงเรียนนั้นก็มีเรื่องเช่นนี้อยู่เช่นเดียวกัน เป็นธรรมดาที่ครูมักจะชอบเด็กที่เก่งเรียน นิสัยดี สร้างชื่อเสียงและมีความคิดความเห็นเช่นเดียวกับตน และปฏิเสธเด็กที่มีลักษณะที่ตรงกันข้าม แต่อย่างไรก็ตาม ครูเหล่านี้ก็ต้องยอมรับว่าโลกนี้มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คนที่พร้อมจะตามและไม่พร้อมที่จะตาม ซึ่งการที่เด็กหลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับครูท่านนั้น ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นเด็กไม่ดี หรือเป็นเด็กที่มีปัญหาแต่อย่างใด”
 
ผมได้ทำการค้นคว้าเพิ่มเติม ก็หาข้อมูลไม่ได้เลยว่ามีการเลือกปฎิบัติกับนักเรียนที่เลีย มีแต่แบบด้านบน คือคนตั้งใจเรียนโดนโอ๋เป็นพิเศษ คนเรียนไม่ดีโดนเมิน
 
ที่ใช้คำว่าเลียได้ น่าจะเป็นวงการอื่นเสียมากกว่า ที่เคยได้ยินมาเลยคือวงการตำรวจ
 
สมัยก่อนผมอยู่บ้านนอกรู้จักรองนายอำเภออยู่ท่านหนึ่ง สิบปีต่อมา ก็ยังเป็นรองนายอำเภออยู่ที่เดิม เหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้วที่บ้านก็เล่าให้ฟังว่า ถ้าจะเลื่อนตำแหน่งต้องมีเงินไปให้นาย แล้วฐานะรองฯไม่ดีก็อยู่ที่เดิมมาตลอด แล้วในวงการอื่นอีก เช่นในธุรกิจ เราจะเห็นตลอดว่าในละครซิทคอมต่างๆที่ฉายโทรทัศน์ จะมีตัวอย่างการ เลียแข้งเลียขาเพื่อหน้าทีการงาน อยู่เรื่อยๆ ซึ่งก็มีเค้าโครงจากเรื่องจริงและมีแบบนี้ทุกประเทศ ทุกวัฒนธรรม ทุกวงการ
 
แต่วงการศึกษาในด้านการเรียนการสอนผมว่าไม่น่าใช่ ที่จะเกี่ยวคงเป็นระบบครูมากกว่า
 
หรือจริงๆน้องที่พูดหมายถึง มีการศึกษาดีๆ เรียนดีฉลาด แต่โตไปก็สู้เลียไม่ได้ มากกว่า อีกอย่างการที่เอาคำพูดคำคมสั้นๆมาตีความ จะคิดยังไงก็ได้ ที่บอกนี่คือไม่ได้บอกว่าน้องคนที่พูดผิดหรืออะไรแค่แสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล แล้วในเฟสบุคที่โพส ก็บอกผู้ใหญ่ในงานมีการให้เด็กถอนคำพูด สงสัยจะแทงใจดำ เพราะข้าราชการนี่แหละตัวดีเลย เลียไม่เก่งไม่ได้ดิบได้ดี ดังที่รับรู้กันอยู่เป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน
 
บางทีก็คิดว่าตั้งใจเรียนไปทำไม ในเมื่อทักษะเดียวที่ใช้ได้ดีที่สุดในประเทศไทยคือการเลีย
 
เพื่อนๆคิดว่ายังไงครับ
 
 
 
ทิ้งท้ายให้อ่านเล่น ใครเขียนไม่ทราบ
สักวา ห้องคิงส์ กะห้องบ๊วย
ว่ากันด้วย ความลำเอียง น่าอิจฉา
ห้องบ๊วยโดด คาดโทษ ต่างนานา
อ้ายเด็กห่า เด็กเหว เด็กเลวทราม
ห้องคิงส์โดด เขาไป หาความรู้
น่าเชิดชู หายไป ทัศนศึกษา
เรียนแบบเก่ง เปิดโลก นอกตำรา
ไม่มีว่า เพราะเขาเก่ง เด็กเรียนดึ

ขอถามว่า ต่อยกัน ใครจะผิด
ไม่ต้องคิด เด็กห้องคิงส์ ถูกสิพี่
เขาเด็กเรียน ไม่หาเรื่อง ไม่ราวี
ไม่เคยมี ความผิด ที่ติดตัว
เด็กห้องบ๊วย โดนตราหน้า ว่าห่าเหว
ชั่วช้าเลว มาสาย ไม่เป็นที่
ไม่เข้าเรียน เกเร ผิดทุกที
ทั้งๆที่ เด็กสายวิทย์ ผิดเหมือนกัน
 
เรื่องมาสาย ข้ออ้าง แม่งเยอะ
ขอผมเหอะ ขอแฉ เป็นหน้าที่
เด็กห้องบ๊วย มาสาย ตายทุกที
อ้างนู่นนี่ มัวเล่นเกมส์ ให้มันมือ
หลับในห้อง ก็โดนเฉ่ง ว่าขี้เกรียจ
แสนซีเรียส ทีมันหลับ ไม่ผลักไส
ปล่อยเขาเถิด เขาเรียนหนัก มากเกินไป
อ้ายฉิบหาย ผมเจอมัน อยู่ร้านเกมส์
 
อ่านหนังสือ ข้างใน ใช่หรือเปล่า
สอดไส้เข้า เล่มใน โป๊ทุกเล่ม
พอถึงจารย์ จับได้ โหโคตรเซง
ให้ครื้นเครง เรียนหนัก เลยพักใจ
ไม่เป็นไร หรอกครับ เด็กห้องวิทย์
ท่านไม่ผิด ท่านประเสริฐ เป็นไหนๆ
ท่านจงเรียน จงเก่ง แข่งกันไป
ข้างหน้าไซร้ ท่านคงได้ สมใจกัน
 
จะเป็นหมอ ฆ่าเมีย ก็เอาเสีย
เอ็นจิเนียร์ ตึกถล่ม ดั่งใจหวัง
ส่วนพวกผม ห้องบ๊วย ไม่จีรัง
วันหน้ายัง ไม่รู้ เป็นอะไร
ห้องบ๊วยเอ๋ย เล่นเข้าเถิด ให้สนุก
อย่ามัวทุกข์ ไปแข่งเขา จะเฉาได้
เรียนให้ฮา มาให้เฮ เป๋บ้าง ไม่เป็นไร
ชีวิตไซร้ มีรสชาติ ขาดคงตาย
 
หัวเราโง่ เรายอมรับ เรียนนั้นยาก
อย่ามาดัด ซะให้ยาก จะไม่ไหว
ผมเรียนให้ จบมอหก จบไวไว
จะได้ไป ใช้ชีวิต ตามต้องการ
จีพีเอ จีพีอาร์ อย่าได้ฝัน
รามคำแหง สถาบัน อันยิ่งใหญ่
ลูกขุนราม 8ปี เจ๋งจะตาย
แน่กว่าใคร ปริญญาไซร้ ได้เหมือนกัน
 
รวยมาหน่อย รังสิต เซนต์จอร์นโลด
ราชฎัฏ เกษมบัณฑิต อย่างที่ฝัน
หอการค้า เอแบค จบเหมือนกัน
ทีสำคัญ ใช้ชีวิต ให้คุ้มเอย
 
 
 
 

edit @ 23 Mar 2014 22:04:59 by PinMEMO

จากตอนที่แล้ว หมีแพนด้า
 
รอบนี้ แคมรีผีสิง
 
เน่าหรือไม่เน่า เล่าให้ฟัง เอาให้ดู จะได้คิด วิเคราะห์
 
 
ข่าว อัพโหลดต้นปี 2014
 
 
แล้วก็มีคนคอมเม้นไว้ในยูธูป
 
ซึ่งดูแล้วแคมรีจะเปิดกระจกเอง เป็นเรื่องปกติ ที่ประชาชนปวดหัว ตั้งไว้ปี 2009
 
ในข่าวบอกว่าซื้อรถรุ่นนี้มาได้สองปี กระทู้พันทิปนั้นตั้งแต่ 2009 ข่าวใหม่ปี 2014
สองปีของเค้าตอนที่ซื้อก็คือ 2011 หรือ 2010 ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากปี 2009 แล้ว
 
แถมในข่าวยังบอกว่าใช้รีโมทไม่สามารถบังคับกระจกลงได้นะครับ
 
 
จึงมีทฤษฎีได้สี่ข้อคือ
  1. คนที่โดนหลอก ไม่ได้โดนผีหลอก แต่โดนคนขายหลอก ให้ซื้อแคมรีสมัยก่อนปี 2009 สมัยรีโมทกดหน้าต่างไม่ได้ แต่ดูหน้าตาแล้วไม่น่าใช่
  2. เค้าซื้อรถรุ่นก่อนกดหน้าต่างด้วยรีโมทได้ แต่อย่างที่บอกว่า ดูจากหน้าตาแล้ว ไม่แน่ใจ
  3. คันนี้เจ๊ง กดหน้าต่างไม่ได้ตั้งแต่แรกซื้อ
  4. หลานมาเยี่ยมจริงๆ หลานกดรีโมทเล่น